I-L-E
 HOTLINE: 08 9206 0996 

เรียนภาษาอังกฤษจากการออกกำลังกาย
July 6, 2004


In order to succeed, one must have a long-term focus.

หลายคนอาจสงสัย หัวข้อเรื่องวันนี้เกี่ยวอะไรกับภาษาอังกฤษ สำหรับผมแล้ว กระบวนการฝึกฝนการใช้งานภาษาอังกฤษ เป็นแบบเดียวกับการฝึกออกกำลังกาย การออกกำลังกายเป็นทักษะชนิดหนึ่ง การใช้งานภาษาอังกฤษก็เป็นทักษะชนิดหนึ่ง การจะได้รับทักษะทั้งสองอย่างที่กล่าวมาทำได้ด้วยการลงมือฝึกฝน ในที่นี้ผมจะขอยกตัวอย่างการออกกำลังกาย 2 ชนิดที่ตัวเองชื่นชอบ และมีประสบการณ์มาก่อน นั่นคือ การวิ่ง และเต้นแอโรบิก

คนที่เป็นนักออกกำลังกายทั้งการวิ่ง และเต้นแอโรบิกในปัจจุบันนี้คงจำได้ดีถึงการเริ่มเข้าสู่การลงมือฝึกฝนครั้งแรก ถ้าขณะนั้นคุณเป็นนักกีฬาอยู่ หรือเล่นกีฬาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เด็ก การฝึกวิ่ง และฝึกเต้นแอโรบิกคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าหากคุณไม่เคยเป็นนักกีฬามาก่อน ไม่เคยสนใจการออกกำลังกายมาเลยตลอดชีวิต แล้ววันหนึ่งคุณก็พลันคิดได้ว่า ชีวิตนี้คงจะดีขึ้นถ้าได้ออกกำลังกาย ล่ะก็ การลงมือฝึกเป็นเรื่องที่ยากยิ่งแน่ๆ

ผมเป็นคนประเภทหลังที่กล่าวมา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมขอเล่าประสบการณ์การออกกำลังกายให้ฟัง (นานมาแล้ว : ) ขณะที่ผมอายุได้ 27 ปี อยู่ในวัยที่กำลังห้าวหาญ ตะลุยทำงาน และเที่ยวเตร่อย่างหนักตามประสา วันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งทำงานอยู่จนดึกดื่นก็เกิดอาการ "ท้องอืด" ขึ้นมาอย่างฉับพลัน ท้องอืด และบวมความรู้สึกคล้ายอาหารไม่ย่อย เป็นอาการที่น่ารำคาญมาก 2 วันผ่านไปจึงไปหาหมอ หมอตรวจปุ๊บก็บอกว่า "คุณมีอาการตับอักเสบนะ เอายาไปกิน ดูแลสุขภาพด้วย อย่าดื่ม แล้วก็อย่าทำงานหนัก" ผมทำตามคำแนะนำของหมออย่างแข็งขัน กินยาตามสั่ง ไม่ทำงานหนัก พักผ่อนเป็นส่วนมาก แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น มีอาการตัวเหลืองมากขึ้น ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ขนาดเดินขึ้นบันไดบ้าน 2 ชั้นยังเหนื่อย

ผมทรมานกับอาการดังกล่าวถึง 2 เดือนเต็มๆ อึดอัดกระทั่งทนไม่ไหว อยากกลับไปกระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวาเหมือนปรกติ และนึกขึ้นได้ถึงบทความที่ไหนสักแห่งที่บอกว่าการออกกำลังกายทำให้สุขภาพแข็งแรง "มันคงช่วยผมได้" คิดได้ดังนั้น ผมก็เดินทางไปเซ็นทรัลลาดพร้าว หาซื้อรองเท้าวิ่งมาหนึ่งคู่ กางเกงวอร์ม และเสื้อยืดครบชุด สนามกีฬาที่ใกล้บ้านขณะนั้นก็คือ สนามกีฬาเยาวชนไทย - ญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้คนมากมายอาศัยที่นั่นเป็นที่ออกกำลังกาย มีทั้งโรงยิม สระว่ายน้ำ ทางวิ่ง และลานเต้นแอโรบิก และที่สำคัญ ฟร!ี : ) ผม "ตกลงใจ" ออกกำลังกายที่นั่น เย็นวันแรกผมแต่งตัวครบชุด ออกวิ่งเหยาะๆ ออกจากบ้านไปสนามกีฬาซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 500 เมตร ผมวิ่งไปได้ไม่ถึง 200 เมตร ผมเหนื่อยแทบขาดใจ ขาเป็นตะคริว ไปต่อไม่ไหว ต้องหยุดพักครู่ใหญ่ๆ จึงสามารถเดินกลับบ้านได้ เย็นวันต่อมา ผมออกวิ่งเหมือนเดิม แล้วก็เหมือนเดิม ผมเหนื่อย เป็นตะคริว ไปต่อไม่ไหว หยุดพัก และเดินกลับ เหตุการณ์ดำเนินไปซ้ำๆ กันแบบนี้ได้ประมาณเกือบ 2 อาทิตย์ ผมก็เริ่มวิ่งเหยาะๆ ไปจนถึงสนามกีฬาได้ อาการเป็นตะคริวเริ่มหายไป

ทางวิ่งรอบสนามกีฬาไทยญี่ปุ่นยาวทั้งหมดประมาณ 750 เมตร ผมเริ่มต้นวิ่งที่นั่นในปลายอาทิตย์ที่สอง แน่นอน ผมวิ่งสลับเดินจนครบ 1 รอบ และหยุดพักเพื่อรอเวลาที่จะเต้นแอโรบิกต่อ หลังจากครูฝึกเตรียมเพลง และเรียกชุมนุมสมาชิกพร้อมแล้ว เราก็เริ่มอบอุ่นร่างกาย แล้วก็เริ่มเต้น ผมจำได้สนิทใจว่าวันแรกผมเต้นแอโรบิกได้แค่ 3 นาทีเท่านั้น เป็น "3 นาที" ที่ผมเหนื่อยแทบขาดใจ หายใจไม่ทัน หมดแรงแทบยืนไม่ไหว ใจสั่น หน้ามืด จะเป็นลม ผมนั่งพักอยู่ข้างลานแอโรบิกกว่าชั่วโมง ถึงจะมีแรงเดินกลับบ้านได้ วันต่อมาผมทำแบบเดิมอีก นั่นคือวิ่งสลับเดิน และจบด้วยแอโรบิก 3 นาที หายใจไม่ทัน เหนื่อย นั่งพัก และกลับบ้าน วันต่อๆ มาหลังจากนั้นเวลาการเต้นของผมเพิ่มจาก 3 นาที เป็น 4 นาที 5 นาที ตามลำดับ ในช่วงประมาณ 1 เดือน ผมเริ่มวิ่งได้ตลอดความยาวของทางวิ่งครบ 1 รอบโดยไม่ต้องสลับเดิน และสามารถเต้นแอโรบิกได้อย่างต่อเนื่องประมาณ 15 นาที

ผมวิ่งรอบสนามกีฬาเกือบทุกวัน การวิ่งของผมพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปลายเดือนที่ 2 ผมสามารถวิ่งรอบสนามกีฬาได้ 3 ถึง 4 รอบแบบสบายๆ และการเต้นแอโรบิกของผมก็พัฒนาขึ้น จังหวะการหายใจเริ่มเป็นระบบ เหนื่อยน้อยลง กล้ามเนื้อมีความทนทานมากขึ้น และสามารถเต้นแอโรบิกตั้งแต่เริ่มต้นจนจบครึ่งแรกตลอดทั้ง 30 นาที โดยไม่ต้องหยุดพัก

เริ่มเข้าสู่เดือนที่สามผมเพิ่มระยะทางวิ่งมากขึ้น เต้นแอโรบิกในช่วงที่สองต่อ เช่นเคย การเพิ่มระยะทางทำให้เหนื่อยมากขึ้น การเพิ่มเวลาเต้นแอโรบิคก็ทำให้เหนื่อยมากขึ้น แต่ทุกวันที่ผมเดินทางไปฝึก ความก้าวหน้าของผมก็มีมากขึ้น จนกระทั่งในที่สุดผมสามารถวิ่งรอบสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นได้ถึงวันละ 10 รอบ บวกกับเต้นแอโรบิกอีกวันละ 1 ชั่วโมงเต็มๆ อาทิตย์ละ 6 วัน ผมทำแบบนี้ติดต่อกันนานกว่า 2 ปี จนกระทั่งผมลืมไปเลยว่าผมเคยป่วย ผมไม่ทันสังเกตุด้วยซ้ำว่าผมหายป่วยตอนไหน ผมไม่สามารถรู้สึกถึงอาการเหนื่อยอ่อนเนื่องจากตับอักเสบที่มีก่อนลงมือออกกำลังกายได้อีก ผมหยุดกินยา และหยุดไปหาหมอตั้งแต่วันแรกที่ผมเริ่มออกกำลังกาย และหลังจากจบ 2 ปีกว่านั้นลงผมได้ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าสุขภาพของผมเป็นปรกติ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรมาเบียดเบียนอีกต่อไป ต่อมาผมย้ายบ้านไปไกลจากสนามกีฬา ออกเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด และไม่ได้ออกกำลังกายอีกเลยจนถึงทุกวันนี้ นับเวลาได้มากกว่า 10 ปีเลยทีเดียว

หลายคนอาจยิ่งสงสัยหนักขึ้น แล้วมันเกี่ยวอะไรกับภาษาอังกฤษ? วิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาปฏิบัติเช่นเดียวกับวิชาออกกำลังกาย หลักวิชาการออกกำลังกายกล่าวว่า ถ้าผู้เรียนต้องการทำร่างกายส่วนไหนให้แข็งแรงก็ต้องฝึกฝนออกกำลังให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นแข็งแรง เช่นผู้เรียนต้องการเพิ่มกำลังอวัยวะส่วนขาให้แข็งแรงก็ต้องฝึกฝนด้วยการวิ่ง ผู้เรียนต้องการสร้างอวัยวะส่วนกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรงก็ต้อง sit-up ผู้เรียนต้องการฝึกฝนอวัยวะในส่วนการรับฟังให้แข็งแรง ก็ต้องฝึกการฟัง ผู้เรียนต้องการฝึกฝนอวัยวะที่ใช้ในการอ่านและเขียนให้แข็งแรง ก็ต้องฝึกฝนอวัยวะนั้นทั้งการอ่าน และเขียนจนกระทั่งแข็งแรง โดยเฉพาะที่สำคัญที่สุด ถ้าผู้เรียนต้องการฝึกฝนอวัยวะส่วนที่ใช้ในการพูดให้แข็งแรง บุคคลนั้นจำเป็นต้องฝึกพูด การฝึกที่กล่าวมาข้างต้นต้องใช้เวลา เริ่มต้นจากเป็นชั่วโมง เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน

โชคดีที่การฝึกภาษาอังกฤษไม่ยากเท่ากับการฝึกออกกำลังกาย ผู้ฝึกไม่ต้องออกไปอาบเหงื่อต่างน้ำ ไม่ต้องมีชุดที่เหม็นเหงื่อให้ซักทุกวัน แค่นั่งสบายๆ อยู่ที่บ้าน หาอุปกรณ์การฝึกมาให้ครบ เช่นมีเทปไว้หัดฟังเสียง และหัดพูดตาม มีหนังสือไว้หัดอ่าน มีสมุดไว้หัดเขียน หรือมีคอมพิวเตอร์ไว้หัดพิมพ์ มีพจนานุกรมไว้ค้นหาคำศัพท์ มีคู่มืออ้างอิงไว้ตรวจไวยากรณ์ เมื่อผู้เรียนมีอุปกรณ์ครบอย่างนี้แล้ว ขั้นตอนที่เหลือมีแค่ "ให้เวลากับมัน" มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ ลงมือหัด ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน เป็นชั่วโมงๆ เป็นวันๆ เป็นอาทิตย์ๆ เป็นเดือนๆ แล้วทักษะ ความชำนาญ ความแข็งแกร่งฉับไวของอวัยวะที่ใช้ฝึก (ตาดู หูฟัง ปากขยับ สมองคิดตาม) จะเพิ่มมากขึ้นๆ อย่างเห็นได้ชัด

คำว่า Right From The Start นั้นไม่เหมาะสำหรับวิชาฝึก สิ่งนี้ทำให้คนไม่กล้าลงมือฝึกภาษาอังกฤษมานักต่อนักแล้ว วิธีการที่ดีที่สุดคือ คุณจะต้องลงมือฝึกฝนอย่าง ผิดๆ ถูกๆ ก่อนในเบื้องต้น (ผิดๆ ถูกๆ ไม่ใช่ ลองผิด ลองถูก -- คนละความหมายกัน) ต้องฝึกฟังแบบฟังออกบ้างไม่ออกบ้างก่อน พูดได้บ้างไม่ได้บ้างก่อน ต้องลงมือฝึกอ่านแบบรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก่อน เขียนผิดบ้างถูกบ้างก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อคุณ "แน่วแน่" และ "ตกลงใจ" ที่จะฝึกภาษาอังกฤษให้ประสบความสำเร็จแล้ว คุณจงฝึกต่อไป การฟังของคุณ การพูดของคุณ การอ่านของคุณ และการเขียนของคุณ จะพัฒนาขึ้นตามลำดับ คุณจะฟังชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคุณได้ฟังบทความเดิมซ้ำๆ ชั่วโมงแล้ว ชั่วโมงเล่า คุณจะมั่นใจพูดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคุณได้อ้าปากพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษด้วยประโยคเดิมซ้ำๆ ประโยคแล้วประโยคเล่า คุณจะอ่านได้ชัดเจน และะเข้าใจดีมากยิ่งขึ้นเมื่อคุณได้อ่านบทความเดิมซ้ำกลับไปกลับมา จนนับไม่ถ้วน และที่สำคัญ คุณจะเขียนได้อย่างที่ใจปรารถนาเมื่อคุณมีตัวอย่างคำศัพท์ รูปประโยค และวิธีการใช้งาน เก็บสะสมไว้ในสมองของคุณ และนำมาลงมือฝึกเขียนจนชำนาญ

ทั้งหมดใช้เวลาเท่าไหร่? คุณเป็นคนประเภทไหนล่ะ ถ้าคุณชอบวิชาภาษาอังกฤษมาชั่วชีวิต คุณก็สามารถฝึกฝนการใช้ภาษาอังกฤษด้วยเวลาไม่นานก็ถึงเกณฑ์อยู่ตัว และใช้ได้ แต่ถ้าคุณเป็นคนประเภทหลังที่ทั้งชีวิตไม่เคยสนใจภาษาอังกฤษมาเลย ตอนเรียนหนังสือคิดอย่างเดียวว่าสอบให้ผ่านเอาไว้ก็พอคุณอาจต้องใช้เวลานานหน่อย
240 ชั่วโมง เป็นชั่วโมงเฉลี่ยสำหรับคนไทยโดยส่วนใหญ่ที่เรียนจบมหาวิทยาลัย สามารถฝึกฝนทักษะเพื่อสอบ TOEIC ที่ + - 550 คะแนน -- วิธีการฝึกโดยสถาบันไซที SITI -- สถิติเก็บโดย MNK


ก่อนหน้านั้นผมแทบไม่เคยสนใจภาษาอังกฤษเลย เรียนจบจากโรงเรียนมาด้วยความรู้ภาษาอังกฤษในเกณฑ์เฉลี่ยเท่ากับคนไทยปรกติทั่วไป ไม่เคยไปต่างประเทศ ไม่เคยเรียนโรงเรียนกวดวิชาใดๆ (ยกเว้น SITI) ผมเริ่มต้นฝึกภาษาอังกฤษที่สถาบันไซทีลำปางเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 โดยได้รับคำแนะนำจากอาจารย์สุรพงษ๋เจ้าของหลักสูตรแค่ 1 ชั่วโมง คำแนะนำอันนั้นทำให้ผมสามารถนั่งฝึกภาษาอังกฤษได้อย่างสนุกสนาน และตื่นเต้นกับภาษาใหม่ที่พึ่งมีโอกาสได้สัมผัส "อย่างจริงๆ จังๆ " ครั้งแรก ผมใช้เวลาฝึกแค่ 3 เดือน ผมก็เริ่มต้นเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ

เป็นไปได้อย่างไร? ทำไมผมใช้เวลาแค่ 3 เดือนก็กล้าเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ทำไมบางคนเรียนภาษาอังกฤษมาเป็นปีๆ อย่าว่าแต่จะมาสอนภาษาอังกฤษเลย ยังไม่กล้าแม้แต่จะคุยกับฝรั่งด้วยซ้ำ? เคล็ดลับของผมก็คือ ผมฝึกภาษาอังกฤษทุกวัน วันละประมาณ 8 ชั่วโมง ติดต่อกัน 3 เดือนเต็มๆ ผมสะสมชั่วโมงการฝึกของผมเอาไว้ได้ถึงกว่า 720 ชั่วโมงภายในเวลาแค่ 3 เดือน ในขณะที่คนอื่นๆ และสถาบันอื่นๆ ส่วนมาก เรียนภาษาอังกฤษด้วยการนั่งฟังบรรยายอาทิตย์ละ 2 วัน วันละ 2 - 4 ชั่ว เดือนละ 4 อาทิตย์ ปีละ 12 เดือน กว่าจะสะสมชั่วโมงได้ครบ 720 ชั่วโมงอาจต้องใช้เวลาถึง 2 หรือ 3 ปีเป็นอย่างน้อย และยิ่งคุณปล่อยเวลาการฝึกให้เนิ่นนานออกไปมากเท่าไหร่ ความมั่นใจที่ว่าจะสามารถสอนคนอื่นได้ยิ่งลดน้อยลง

คนสมัยใหม่นิยมเรียนกับ Native Speaker กันนะ คุณไม่ใช่ฝรั่ง แถมโรงเรียนคุณก็ไม่มีฝรั่งอยู่ด้วย จะสอนภาษาอังกฤษได้เหรอ? คำถามนี้เป็น FAQ ประจำสถาบัน ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังว่าทำไม การเรียนภาษาอังกฤษกับผมถึงดีกว่าเรียนกับฝรั่ง หรือแม้แต่ดีกว่าเรียนกับคนไทยที่จบมาจากเมืองนอก (1) สมมติว่าคุณต้องการเก่งภาษาอังกฤษ ต้องการพูดให้ชัดเปรี๊ยะเลยเหมือน Mr. John คุณต้องทำอย่างไร? อย่างแรกคุณต้องไปเกิดที่อังกฤษ หรือไม่งั้นก็ย้ายไปอยู่อังกฤษตั้งแต่ตอน 3 ขวบ เรียนหนังสือที่นั่น ทำงานที่นั่น แล้วคุณจะมีทักษะภาษาอังกฤษชัดเปรี๊ยะเหมือน Mr. John (2) ถ้าคุณต้องการเก่งภาษาอังกฤษเป๊ะๆ เหมือนคุณสมชาย ที่พึ่งจบปริญญาโทมาจากสหรัฐอเมริกา คุณต้องทำอย่างไร? อย่างแรกคุณต้องดิ้นรนสอบ TOEFL ให้ได้ 500 คะแนนขึ้นไปก่อน และไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกาสัก 5 ปี เมื่อคุณกลับมาเมืองไทยรับรองว่าภาษาอังกฤษของคุณเป๊ะ เมือนคุณสมชายแน่นอน แต่ (3) ถ้าคุณต้องการเก่งภาษาอังกฤษเหมือน MNK ล่ะ คุณต้องทำอย่างไร? ง่ายมาก ถึงง่ายที่สุด คุณแค่นั่งฝึกภาษาอังกฤษที่บ้านของคุณเอง เหมือนกับที่ MNK ฝึกมา เมื่อคุณทำเวลาครบแล้ว ไม่เพียงคุณจะเก่งเท่า MNK เท่านั้น เผลอๆ คุณยังจะเก่งมากกว่าก็ได้ เพราะคุณอาจจะมีเวลามากกว่า สนใจภาษาอังกฤษมาก่อน หรือมีความรู้สะสมมาก่อนมากกว่า MNK ก็เป็นได้

ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องพึ่งตัวเอง การฝึกฝนวิชาทักษะใดๆ ไม่มีใครสามารถฝึกแทนกันได้ ไม่มีใครสามารถถ่ายทอดทักษะให้คนอื่นได้ คุณจะต้องฝึกเองเพื่อให้ทักษะของตัวเองเพิ่มมากขึ้น ครู โค๊ช หรือเทรนเนอร์ มีหน้าที่เพียงให้คำแนะนำคุณได้ในเบื้องต้น ที่เหลือขึ้นอยู่กับ การตกลงใจ ของคุณ คุณสามารถเดินไปข้างหน้า สำรวจโลกใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเข้าถึง เรียนรู้ศิลป์ และศาสตร์ใหม่ๆ สำรวจข้อมูลใหม่ๆ ผ่านทางโลก Internet ที่ไร้พรมแดนแห่งนี้ คุณยังสามารถทำได้แม้แต่ลงมือสวมเสื้อยืดตัวเก่ง กางเกงวอร์มตัวเก่า และรองเท้าคู่โปรดออกไปวิ่งเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง แม้จะมีความจริงอยู่ว่า "ไม่ว่าคุณจะเริ่มลงมือวันไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่แตกต่างกัน" ก็ตาม แต่การได้เริ่มลงมือทำเสียตั้งแต่วันนี้เป็นสิ่งที่สร้างข้อได้เปรียบให้เราแน่ๆ เพราะอย่างน้อยก็เป็นเครื่องรับประกันว่าเราจะไม่พลาดขบวนรถด่วนแห่งยุคโลกาภิวัตน์นี้แน่นอน

SEND THIS PAGE!


I-Love-English.com
High Quality Learning for Thai Professionals.

RIGHT
Bilingual Children
เด็กไทยในทศวรรษหน้าควรใช้งานภาษาที่สองได้อย่างเป็นธรรมชาติ เรามาช่วยกันสร้างอนาคตด้วยกัน อนาคตของเด็ก อนาคตของชาติ Thai children in the near feature should be able to use their second language at will. As their parents, we can help them build their future. The children's future is the nation's future. อ่านต่อ>

Feedback!
Feedback from Ajan Nopporn Sutiwong, a well-known university teacher

Feedback!
Feedback from some of our students
BOTTOM
© Since 2000 www.i-love-english.com Bangkok, Thailand
สำนักงานชั่วคราวตั้งอยู่ที่ 111/189 หมู่ 4 ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง 21140
:: โทร 08 9206 0996 ::
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์: 0108114817991
supported by SITI International [ เกี่ยวกับผู้สอน ] [ รับเจียระไนเพชร ] [ ส่งจดหมายถึงเรา! Email us! ]

NOTICE: We collect personal information on this site. To learn more about how we use your information, see our Privacy Policy .