I-L-E
 HOTLINE: 08 9206 0996 

How to write essay Chapter 1
July 26, 2004

REPETITION IS FATHER OF SKILL.

การเขียนเป็นผลต่อเนื่องมาจากการอ่าน ถ้าคุณไม่ใช่นักอ่าน คุณไม่สามารถเป็นนักเขียนได้

ยกตัวอย่างให้แคบลงคือ ถ้าคุณต้องการเป็นนักเขียนกลอน สิ่งแรกที่คุณต้องลงมือทำคือ “อ่านกลอน” คุณต้องซึมซับบทกลอนมากมาย บทแล้วบทเล่า ศึกษางานเขียนของนักประพันธ์กลอนมาคนแล้วคนเล่า เมื่อคุณสะสมประสบการณ์การอ่านกลอนมามากพอแล้ว คุณถึงค่อยกล้าลงมือเขียนกลอน แรกๆ ที่ลงมือเขียนย่อมเขียนผิดๆ ถูกๆ เป็นธรรมดา และเมื่อเขียนทุกวัน บ่อยครั้งขึ้น ความคิดความอ่านเริ่มช่ำชอง คราวนี้คุณนึกอยากลงมือเขียนเมื่อใหร่ก็ย่อมได้เสมอ

จากประสบการณ์สอนเขียน Essay ให้กับคนมากมายที่มาจากพื้นฐานต่างๆ กันพบว่า คนส่วนใหญ่ที่มาเรียนต่างเคยเรียนการเขียน Essay มาแล้วไม่มากก็น้อย ทั้งจากในโรงเรียน จากมหาวิทยาลัย หรือจากโรงเรียนกวดวิชาต่างๆ คนที่มาเรียนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ (1) กลุ่มที่เขียน Essay ไม่ได้ซึ่งมีมากถึงกว่า 90% ของผู้มาเรียน และ (2) กลุ่มที่เขียน Essay ได้แล้ว แต่ต้องการมาเรียนเพื่อปรับปรุงคุณภาพงานเขียนของตัวเองให้ดีขึ้น

ในบทแรกนี้จะขอกล่าวถึงกลุ่มที่ 1 ก่อน เพราะกลุ่มนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องจัดการคือ เขียน Essay ให้ได้ แน่นอนการเขียนย่อมต้องเริ่มจากการอ่าน ถ้าคุณยังอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้ อ่านไม่คล่อง หรืออ่านยังไม่ชัดเจนพอ ไม่คุ้นเคยกับประโยคภาษาอังกฤษที่คนอื่นเขียนมาก่อน คุณยังเริ่มต้นเรียนเขียนไม่ได้ เพราะคุณไม่สามารถแต่งประโยคที่ตัวเองอ่านไม่เข้าใจได้ คุณจะแต่งประโยคที่ตัวเองอ่านแล้วยังรู้สึกคลุมเครืออยู่ไม่ได้ หลายคนมักพูดว่า เหตุที่เขา หรือเธออ่านไม่ได้ หรือเขียนไม่ได้นั้นเป็นเพราะอ่อนไวยากรณ์ เมื่อมาสมัครเรียนจึงมักถามว่า “ที่นี่สอนไวยากรณ์หรือเปล่า” เพราะคิดว่าเมื่อเรียนไวยากรณ์มากขึ้นๆ แล้วจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ ซึ่งนั่นไม่จริง คนไทยถึงร้อยละ 99 ที่กำลังเรียนอยู่ หรือเรียนจบมัธยมปลายของโรงเรียนในเมืองไทยแล้วนั้น มีความรู้ไวยากรณ์มากพอที่จะนำมาใช้ได้แล้ว ผมขอรับประกัน ส่วนสาเหตุที่ใช้ภาษาอังกฤษยังไม่ได้นั้นเพราะยังไม่ได้ลงมือใช้กันมาก่อนนั่นเอง เมื่อยังไม่ได้ลงมือใช้ แล้วรู้อย่างไรว่าใช้ไม่ได้?

“การใช้ภาษาอังกฤษได้” กับ “การใช้ภาษาอังกฤษคล่อง” นั้นคนละความหมาย 99% ของนักเรียนไทยใช้ภาษาอังกฤษได้ แต่คนที่ใช้ภาษาอังกฤษคล่องนั้นหาได้ยากยิ่ง แทบวัดเป็น % ออกมาไม่ได้ ซึ่งในที่นี้เราไม่ได้พูดถึงคนไทยที่ไปเกิด หรือเติบโตอยู่ในต่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ซึ่งเมื่อประมวลปัญหาจากจากประสบการณ์การสอนพบว่าสาเหตุหลักอันที่หนึ่ง ซึ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้คนไทยใช้ภาษาอังกฤษกันไม่ได้นั้นคือ “มีศัพท์ที่ไม่พอใช้” ไวยากรณ์โดยตัวของมันเองไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ แน่นอนไวยากรณ์ก็มีความสำคัญเมื่อคุณต้องการใช้งานภาษาอังกฤษในระดับที่สูงขึ้น แต่ในเบื่องต้นนี้นั้น ไวยากรณ์พิ้นฐานที่ผู้เรียนมีมาจากโรงเรียนมัธยม พอใช้แน่นอน ลองดูประโยคภาษาอังกฤษต่อไปนี้ [ คลิ๊กที่นี่อ่านดู ] แล้วนับดูว่าคุณอ่านเข้าใจกี่ประโยคโดยไม่ต้องเปิด Dictionary

คุณอ่านเข้าใจกี่ประโยค? ประโยคที่คุณอ่านเข้าใจดีคือประโยคที่คุณรู้คำศัพท์ดีมาก่อนแน่นอน ส่วนประโยคที่คุณอ่านแล้วไม่เข้าใจเป็นเพราะไม่รู้คำศัพท์นั่นเอง บางประโยคถึงแม้เอาคำแปลคำศัพท์มาวางเรียงไว้ด้านข้างก็ยังตีความได้ไม่มั่นใจนัก เหตุที่เป็นดังนี้เพราะว่าการประมวลผลประโยคภาษาอังกฤษแต่ละประโยคนั้นต้องเกิดขึ้นในใจของเรา ถ้าในใจของเราไม่มีคลังคำศัพท์มากพอ ต้องมาเปิดเอาจาก Dictionary เป็นส่วนใหญ่แล้ว การประมวลผลที่ว่านี้็้เกิดขึ้นในใจไม่ได้ หรือกว่าจะเกิดขึ้นได้แต่ละประโยค ก็ช้าเกินไป ไม่ทันการ ถ้าเป็นการอ่านนิยายเขาก็เรียกกันว่าอ่านแล้วไม่ได้อรรถรส ประโยคทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานั้นมีโครงสร้างไวยากรณ์พื้นฐานที่คล้ายคลึงกันมาก ดังนั้นในเชิงไวยากรณ์แล้ว ถ้าอ่านเข้าใจประโยคหนึ่ง ประโยคต่อๆ ไปต้องอ่านเข้าใจได้แน่ๆ และคำศัพท์ที่ใช้ก็เป็นคำศัพท์ทั่วๆ ไปที่เราต้องเจอในชีวิตประจำวัน มีบ้างบางคำที่ไม่ค่อยเจอบ่อยนัก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ศัพท์ที่ไม่เจอบ่อย เราสามารถใช้ Dictionary ช่วยได้ แต่ศัพท์ที่ใช้ประจำ คุณต้องจำได้ ทีนี้คุณลอง คลิ๊ก ที่นี่เพื่อดูความหมายคำศัพท์ แล้วลองอ่านประโยคเหล่านั้นดูอีกครั้ง คุณจะพบว่าความเข้าใจของคุณเปลี่ยนไป ประโยคเหล่านั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด

เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วคำถามที่ตามมาคือ ต้องรู้จักคำศัพท์กี่คำถึงจะใช้ภาษาอังกฤษได้? คำศัพท์เหล่านั้นมีอะไรบ้าง? และหน้าที่ของมันคืออะไร? ในที่นี้ผมขอเรียกคำศัพท์เหล่านั้นว่า “คำศัพท์พื้นฐาน” ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 2300 คำ คำศัพท์พวกนี้มาจากไหน? ถ้าคุณเปิด Dictionary ของ Longman: Dictionary of Contempolary English คุณจะพบคำศัพท์เรียงไว้ด้านหลังของ Dictionary ประมาณ 2300 คำ ในหมวด List of words used in the Dictionary หรือถ้าคุณเปิด Dictionary ของ Oxford Advanced Learner’s พลิกไปด้านหลังจะพบกับรายการคำศัพท์ Defining Vocabulary ซึ่งมีประมาณ 2000 กว่านิดหน่อย คำศัพท์จาก Dictionary ทั้งสองเล่มที่นำมาเรียงไว้มีความคล้ายคลีงกันมาก เจตนาของหนังสือทั้งสองเล่มคือ ใช้คำศัพท์ที่เรียงไว้นั้นมาอธิบายคำศัพท์เฉพาะแต่ละตัวใน Dictionary ซึ่งมีทั้งหมดมากกว่า 200,000 ตัว แสดงว่าถ้าคุณคุ้นเคยกับคำศัพท์ที่ระบุไว้ด้านหลังของ Dictionary เหล่านั้นแล้ว คุณสามารถใช้งาน Dictionary เหล่านั้นได้แน่นอน

วิธีที่ง่ายที่สุดในการจำศัพท์คือ “ท่องศัพท์” การท่องศัพท์เป็นการเตรียมตัวขั้นพื้นฐานที่สุดในการทำความคุ้นเคยกับคำศัพท์เหล่านั้น วิธีการที่ผมทำเมื่อตอนเริ่มฝึกเองก็คือ เขียนรายการคำศัพท์เหล่านั้นออกมาหมดทั้ง 2000 กว่าคำ นำมาเรียงไว้บนไฟล์ Words เสร็จแล้วเปิด Dictionary อังกฤษ-ไทย หาความหมายภาษาไทยของศัพท์แต่ละคำแล้วนำไปเขียนไว้ข้างๆ คำศัพท์เหล่านั้น เสร็จแล้วลงมือท่อง ซึ่งวิธีการนี้ใช้ได้ผลดีมากที่สุดเท่าที่เคยท่องศัพท์มา ขั้นตอนต่อไปของการทำความคุ้นเคยกับคำศัพท์เหล่านั้นก็คือการ “อ่านหนังสือ” หน้าที่ของคำศัพท์ทั้งสองพันกว่าคำนั้นคือเป็นองค์ประกอบหลักของภาษาอังกฤษในแต่ละประโยค และแต่ละหน้าหนังสือ เท่าที่ตรวจสอบดูพบว่าหนังสือปรกติทั่วไปในแต่ละหน้า A4 นั้นมีคำศัพท์พื้นฐานเหล่านี้เป็นส่วนประกอบมากถึง 80-90% ที่เหลืออีก 10-20% นั้นเป็นศัพท์เฉพาะทางของหนังสือแต่ละเล่ม ซึ่งความมีมากหรือน้อยของศัพท์เฉพาะทางนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นวิชาการของหนังสือแต่ละเล่ม ซึ่งทำให้เกิดมีหนังสือเล่มที่อ่านยาก และอ่านง่าย ขึ้นมา โดยปรกติแล้วหนังสือประเภทนิยาย หรือนิตยสารทั่วไปจะมีความเป็นวิชาการน้อยทำให้อ่านง่าย และน่าเอามาฝึกอ่านก่อนในเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือประเภาที่จำกัดปริมาณคำศัพท์เอาไว้เพื่อให้เป็นหนังสือหัดอ่านจริงๆ (Simplify) นั้นยิ่งอ่านง่ายขึ้นอีกมาก

เมื่อคุณคุ้นเคยกับคำศัพท์ทั้งสองพันกว่าแล้วก็ให้ลงมือฝึกอ่านหนังสือ แน่นอนการอ่านในตอนแรกย่อมติดขัดบ้าง ไม่สนุกบ้างเป็นธรรมดา แต่ต้องระวัง ***เมื่อเริ่มฝึกอ่าน อย่าอ่านหนังสือยาก*** มีหลายคนที่พอเริ่มหัดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษปุ๊บ ก็หัดอ่านหนังสือเล่มยากๆ เลย หรือหยิบเอาหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่เจตนาออกแบบมาสำหรับให้ฝรั่งอ่านมาอ่านเลย เมื่ออ่านไม่สนุก หรืออ่านไม่รู้เรื่อง ก็เลิกอ่าน ไม่อ่านต่อ เมื่อไม่อ่านต่อ ก็ไม่เกิดความคล่อง เมื่อไม่คล่องก็ไม่อ่าน วนกันเป็นวัฐจักรแบบนี้ ดังนั้นในขั้นแรกนี้ขอแนะนำให้หาหนังสือที่อ่านง่าย หรือที่ Simplified มาแล้ว นำมาเริ่มอ่าน เพราะจะทำให้ปัญหาที่คนส่วนใหญ่เจอนั้นหมดไป เมื่อแรกหัดอ่านแน่นอนก็ต้องมีการใช้ Dictionary สำหรับผมเองนั้นเริ่มต้นอ่านหนังสือแบบง่ายๆ พร้อมกับใช้ Dictionary อังกฤษ-ไทย ของ SE-ED’s ฉบับกระทัดรัด ที่บรรจุคำศัพท์ที่ใช้บ่อยเอาไว้ประมาณ 40,000 คำ เท่านั้นเอง แถมราคาเล่มละไม่ถึง 100 บาท (ซื้อในงานสัปดาห์หนังสือยังลดอีกครึ่งหนึ่ง สบายๆ :) ผมแนะนำให้ผู้หัดอ่านใช้ Dictionary เล่มเล็กเพราะเปิดง่าย ถือสบายมือ สำหรับใครที่หัดอ่านอย่าพึ่งใช้ Dictionary เล่มใหญ่ หรือใช้แบบ อังกฤษ-อังกฤษ เพราะนอกจากจะถือหนักมือแล้ว ยังต้องมากังวล “เปิดดิกเพื่อหาความหมายคำแปลในดิก” อีกที เพราะจะกลายเป็นงานซ้ำซ้อนสองต่อที่ทำให้เกิดความท้อใจได้ เมื่อผู้ฝึกอ่านได้คล่องดีแล้ว ความถี่ในการเปิดดิกน้อยลงแล้ว หรือเปิดดิกเล่มเล็กแล้วหาความหมายไม่เจอค่อยหาเล่มใหญ่มาเปิดหาอีกที ซึ่งนั่นต้องเป็นสิ่งจำเป็นในอนาคตแน่ๆ

เขียนมาตั้งนานแล้วยังไปไม่ถึงการเขียน Essay สักที เอาล่ะ ใครที่คิดว่าตัวเองอ่านมามากพอแล้ว คุ้นเคยกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษ คุ้นเคยกับรูปประโยคภาษาอังกฤษดีแล้ว เตรียมตัวคลิ๊กเลยครับ เพราะตอนหน้าเราจะเข้าสู่การเขียนจริงๆ จังๆ เสียที :)

SEND THIS PAGE!


I-Love-English.com
High Quality Learning for Thai Professionals.
RIGHT
Bilingual Children
เด็กไทยในทศวรรษหน้าควรใช้งานภาษาที่สองได้อย่างเป็นธรรมชาติ เรามาช่วยกันสร้างอนาคตด้วยกัน อนาคตของเด็ก อนาคตของชาติ Thai children in the near feature should be able to use their second language at will. As their parents, we can help them build their future. The children's future is the nation's future. อ่านต่อ>

Feedback!
Feedback from Ajan Nopporn Sutiwong, a well-known university teacher

Feedback!
Feedback from some of our students
BOTTOM
© Since 2000 www.i-love-english.com Bangkok, Thailand
สำนักงานชั่วคราวตั้งอยู่ที่ 111/189 หมู่ 4 ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง 21140
:: โทร 08 9206 0996 ::
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์: 0108114817991
supported by SITI International [ เกี่ยวกับผู้สอน ] [ รับเจียระไนเพชร ] [ ส่งจดหมายถึงเรา! Email us! ]

NOTICE: We collect personal information on this site. To learn more about how we use your information, see our Privacy Policy .