WHY?
ทำไมต้องเรียน?
» ทุกวันนี้ภาษาอังกฤษนับได้ว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับใช้ในการทำงาน การศึกษา การดำเนินชีวิตประจำวัน และที่สำคัญที่สุดของทุกวันนี้
คือ การใช้งานอินเตอร์เน็ต เนื่องจากอินเตอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้จากทั่วโลก
และภาษาอังกฤษถูกใช้เป็นภาษากลางในการจัดทำเวปไซต์ ดังนั้น เมื่อต้องทำการค้นหาข้อมูล
หรือติดต่อทำธุรกิจ คนที่มีความชำนาญในการใช้ภาษาอังกฤษดีจึงได้เปรียบกว่า
» สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในระบบการศึกษา หรือที่กำลังศึกษาต่อ
จะทราบดีว่าภาษาอังกฤษนั้นถูกจัดความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง นักศึกษาที่กำลังจะจบ
และผู้ที่ต้องการทำงานกับบริษัทต่างชาติ ต้องการคะแนน TOEIC ที่ระดับ
500 คะแนนขึ้นไปเพื่อเริ่มเข้าทำงาน นักศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาเอก
(ในเมืองไทย) ต้องการคะแนน TOEIC ที่ระดับประมาณ 700 คะแนนขึ้นไป
หรือคะแนน TOEFL ที่ 500 คะแนนขึ้นไป เพื่อที่จะผ่านเกณฑ์วิชาภาษาอังกฤษตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดเอาไว้
» สำหรับผู้ที่เรียนจบมาแล้ว และกำลังหางานทำ จะพบว่างานมากมายที่มีในปัจจุบัน
ต้องการผู้ที่มีทักษะการใช้งานภาษาอังกฤษในระดับใช้ได้กันแทบทั้งสิ้น
บางแห่งระบุว่าถ้าทักษะภาษาอังกฤษดี จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
บางแห่งระบุให้ผู้สมัครต้องมีใบรับรองคะแนนจาก TOEIC ตามที่กำหนดไว้เท่านั้นผู้สมัครจึงจะมีสิทธิกรอกใบสมัครได้
เช่น งานจากสายการบินทั่วไป เป็นต้น
» นอกจากนั้น ผู้ที่ทำงานอยู่แล้วกับบริษัทต่างชาติในปัจจุบันหลายแห่ง
จะพบว่า การเลื่อนตำแหน่ง และการพิจารณาเงินเดือน จะนำเอาภาษาอังกฤษมาพิจารณาประกอบเสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทของคนญี่ปุ่น หลายบริษัทตั้งเกณฑ์เงินเดือน
และตำแหน่งตามคะแนน TOEIC ที่พนักงานมีอยู่ บางแห่งเพิ่มเงินพิเศษให้ในแต่ละเดือนมากหรือน้อย
ขึ้นอยู่กับคะแนน TOEIC ที่พนักงานไปสอบมาได้ เช่นบริษัทโซนี่ไทย
เป็นต้น
» คนไทยคือคนที่มีพรสวรรค์ในด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการฝึกใช้ภาษาต่างประเทศ
ขอเพียงให้มีวิธีการที่ ใช้ได้จริง เราทุกคนทำได้แน่นอน
ฉนั้นอย่าปล่อยให้ภาษาอังกฤษมาเป็นปัญหาคาใจอยู่เช่นปัจจุบัน
WHAT? วิธีการที่ดีที่สุด?
» ถ้าคุณคือนักท่องเวป และสนใจเรื่องภาษาอังกฤษ
คุณจะพบว่า เมื่อคุณค้นหาข้อมูลตามกระดานข่าวในคำถามที่ว่า
วิธีการเรียนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดคืออะไร?
80% ของคำตอบที่ได้รับก็คือ ฝึกเองที่บ้าน เมื่อใหร่ก็ตามที่มีคำถามถึง
การเตรียมตัวสอบ TOEFL ให้ได้ผลต้องทำอย่างไร?
80% ของคำตอบจากผู้มีประสบการณ์ก็คือ ฝึกเอาเอง
หาหนังสืออ่านสักเล่ม แล้วลงมือฝึก
» มีหนังสือมากมายที่ทำออกมาจำหน่าย มีทั้งภาษาไทย
และภาษาอังกฤษ หนังสือประเภท คู่มือพิศดาร 108
วิธีในการวิเคราะห์ข้อสอบ ไม่สามารถนำมาใช้ได้ผลอย่างจริงจังกับข้อสอบวัดทักษะที่มีมาตรฐาน
เพราะข้อสอบต้องการรู้เพียงว่า คุณฟังออกใหม?
คุณอ่านคล่องใหม? คุณเขียนเก่งใหม? พูดคล่องใหม?
เท่านั้นเอง เพื่อเป็นการประกันว่า เมื่อคุณไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน
คุณจะสามารถนั่งฟังแลคเชอร์ ได้อย่างรู้เรื่องดีในห้องเรียน
อ่านตำรา ขนาด 800 หน้า เทอมละ 5 เล่ม 10 เล่ม
ได้รู้เรื่อง และเขียนรายงานให้อาจารย์ที่ปรึกษาอ่านรู้เรื่องได้
และทีสำคัญที่สุดคือ เรียนจบได้ ใช้ในการติดต่อสื่อสาร
และเพื่อการทำงานได้
» หนังสือภาคภาษาอังกฤษหลายเล่ม ก็สามารถใช้งานได้ดี
โดยเฉพาะของค่ายที่มีชื่อเสียง 2-3 ค่าย แต่ผู้เรียนหลายคนมักจะมองข้ามหัวใจสำคัญ
ที่หนังสือทุกเล่มเขียนเอาไว้ในคำนำ และคำแนะนำการใช้หนังสือ
นั่นคือ ผู้ฝึกต้อง อ่านหนังสือภาษาอังกฤษมากๆ
ทั้งนิตยสาร ตำรา บทความทั่วไป เพื่อช่วยเพิ่มทักษะการอ่าน
ต้องฝึกฟังข่าว สารคดี ดูภาพยนต์ ฯลฯ
เพื่อช่วยปรับทักษะการฟัง ต้องฝึกเขียนบ่อยๆ
จนกระทั่งเขียนได้อย่างสบายใจ และ ต้องฝึกพูดบ่อยๆ
เพื่อจะได้พูดคล่อง หนังสือเป็นเพียงคู่มือที่ให้คำแนะนำในการสร้างทักษะ
ไม่ใช่เครื่องมือสร้างทักษะ ดังนั้นถ้าคุณทำแค่อ่านหนังสือจนจบเล่ม
และ ฝึกทำข้อสอบตามที่หนังสือจัดให้ โดยไม่ฝึกฝนทักษะตามคำแนะนำข้างต้น
คุณไม่น่าจะทำข้อสอบได้คะแนนถึงเกณฑ์มาตรฐาน
» ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือ หรือไปใช้ชีวิตยังต่างประเทศ
นั่นเป็นโชคดีของคุณ แต่ถ้าไม่ล่ะ คุณจะทำอย่างไรที่จะมีประสบการณ์ในการใช้ภาษาอังกฤษ
ไม่มีประสบการณ์ ก็ไม่มีความมั่นใจ ไม่มีความมั่นใจก็ไม่กล้าแสดงออก
มาสร้างทักษะ และความมั่นใจกับเราสิ เราเชื่อว่าคุณทำได้
» หมายเหตุ: คู่มือ และเครื่องมือ
จะแตกต่างกันอย่างชัดเจน เมื่อเราพูดเปรียบเทียบระหว่าง
คู่มือหัดว่ายน้ำ และเครื่องมือหัดว่ายน้ำ คุณจะไม่มีทางว่ายน้ำได้โดยอ่านแค่คู่มือหัดว่ายน้ำ
คุณต้องกระโดดลงว่ายในสระด้วยตัวเองคุณจึงจะว่ายน้ำได้
และถ้าต้องการว่ายให้เก่งถึงระดับแข่งขันได้คุณต้องมีโค๊ชที่ดี
|
|
|
HOW? เรียนอย่างไร?
» เรียนโดยการฝึก เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าวิชาภาษาอังกฤษ
เป็นวิชา ทักษะ ซึ่งทักษะแปลว่า ความชำนาญ การจะทำอะไรสักอย่างให้ชำนาญนั้นทำได้วิธีเดียว
คือ ฝึกบ่อยๆ จนชำนาญ
» มีโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเกิดขึ้นมามากมายในบ้านเรา
แต่มีไม่กี่แห่ง ที่สอนให้ผู้เรียนมีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษได้โดยตรง
ส่วนใหญ่แล้วจะสอนตามตำรา เหมือนกับที่ผู้เรียนเคยเรียนกันมาแล้ว
ซึ่งเป็นการสอนที่วนไปวนมาซ้ำอยู่ที่เดิม เปรียบเสมือนกับพายเรืออยู่ในอ่าง
ไปไม่ถึงจุดหมายสักที ทำอย่างไรจึงจะไปถึงจุดหมายที่ต้องการได้?
คือ 1. ฟังออก 2. พูดคล่อง 3. อ่านเก่ง และ
4. เขียนคล่อง
» มองกลับไปที่เป้าหมายทั้ง 4 นั้นจะเห็นได้ว่ามีคำตอบ
ที่ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว นั่นคือ ฟังออก แปลว่า
ฟังมาบ่อยๆ แล้ว จนกระทั่งฟังออก พูดคล่อง แปลว่า
พูดมาบ่อยแล้วจนคล่อง อ่านเก่ง อ่านมามากแล้วจนเก่ง
และเขียนมามากจนกระทั่ง เขียนได้อย่างสบายใจ
ซึ่งทั้งหมดนี้ แปลรวมความได้ว่า ผู้เรียนต้องเป็น
"ผู้ลงฝึกเอง" ทั้งฟัง พูด อ่าน และเขียน
» ในเมื่อต้องฝึกด้วยตัวเองแล้วทำไมจึงต้องลงทะเบียนเรียน?
การฝึกวิชาทักษะเปรียบได้กับการเล่นกีฬา นักมวยต้องมีเทรนเนอร์
นักฟุตบอลต้องมีโค๊ช การฝึกภาษาอังกฤษก็ต้องการโค๊ชเช่นกัน
โค๊ชจะทำหน้าที่จัดกิจกรรมให้นักกีฬา ซึ่งก็คือผู้เรียน
และคอย ดูแลขั้นตอนการฝึก วัดผลความก้าวหน้า
เพิ่มเติมความรู้ที่จำเป็น และให้คำปรึกษาในกรณีที่ผู้เรียนมีปัญหา
» เราคือผู้เชี่ยวชาญ ในการฝึกทักษะการใช้งานภาษาอังกฤษให้กับ
คนไทย เราเข้าใจดีถึงปัญหาที่คนไทยมีอยู่ เรามีประสบการณ์โดยตรงกับวิธีการที่เรานำเสนอ
เราตั้งใจเขียนหลักสูตรขึ้นมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ
เราจึงกล้ารับประกันว่า เมื่อท่านฝึกฝนภาษาอังกฤษ
ตามวิธีการของเราอย่างจริงจังแล้ว ทักษะทั้ง
ฟัง พูด อ่าน และเขียนของท่าน จะเพิ่มมากขึ้น
จนสามารถวัดได้ด้วยข้อสอบวัดทักษะที่มีมาตรฐาน
เช่น TOEIC TOEFL และ IELTS |
|
|
TEST? ถ้าต้องสอบ?

เกี่ยวกับข้อสอบ:
» จากสถิติที่เราทำมาตลอดหลายปีนี้พบว่า ผู้ที่สอบ
TOEFL ได้คะแนนที่ 500 คะแนน จะทำข้อสอบ TOEIC ได้ที่ ประมาณ
บวก-ลบ 700 คะแนน และผู้ที่ได้คะแนน TOEFL 550 คะแนน จะทำข้อสอบ
TOEIC ได้ที่ประมาณ บวก-ลบ 850 คะแนน
» ดังนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการสอบ TOEFL เราแนะนำให้คุณทดลองสอบ
TOEIC ก่อน เพื่อดูโอกาส และทักษะของคุณเองว่าพร้อม หรือยัง
ผู้ที่จะลุ้นคะแนน TOEFL 500 ควรสอบ TOEIC ได้เกิน 600 คะแนนขึ้นไป
และผู้ที่จะลุ้นคะแนน TOEFL 550 ควรสอบ TOEIC ได้เกิน 750
คะแนนขึ้นไป
» เนื่องจากการสอบ TOEFL แต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายถึงประมาณครึ่งหมื่น
ซึ่งเป็นเงินไม่ใช่น้อย และยิ่งไปกว่านั้นถ้าคะแนน TOEFL
ออกมาไม่ดีอาจจะทำให้เสียกำลังใจได้ สู้มาสอบ TOEIC ดูความพร้อมก่อน
เพราะค่าสอบถูกกว่ากันหลายเท่าตัว และสอบได้ตลอดเวลาที่พร้อม
» (ดูรายละเอียดการสอบ TOEIC ได้ที่ www.toeic.co.th)
คะแนน เป็นสัดส่วนกับชั่วโมงการฝึก:
จากสถิติของเราเองการเพิ่มขึ้นของคะแนน TOEIC ที่ผู้สอบใช้วิธีการฝึกของเรา
จะอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยดังต่อไปนี้

จากคะแนน 300 ไปเป็น 550 ใช้เวลาโดยเฉลี่ย + - 250 ชม.

จากคะแนน 550 ไปเป็น 700 ใช้เวลาโดยเฉลี่ย + - 250 ชม.

จากคะแนน 700 ไปเป็น 800 ใช้เวลาโดยเฉลี่ย + - 250 ชม.

คะแนนที่จะเพิ่มขึ้นมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับพื้นฐานเดิมของผู้เรียนที่มีมา
สมาธิของผู้เรียนขณะทำการฝึกฝน และความสม่ำเสมอของการฝึกฝน
เทคนิคการสอบ TOEFL:
» ก่อนที่คุณจะเตรียมตัวสอบ TOEFL ให้คุณไปสอบข้อสอบ
TOEIC ดูก่อน 1 รอบ ดูคะแนนตัวเอง ว่ามีคะแนนอยู่ที่เท่าใหร่
หลังจากนั้นให้คุณกลับมาดูหนังสือ ฝึกอ่าน ฝึกฟัง ทบทวนไวยากรณ์
จนกระทั่งมั่นใจ จึงไปสอบ TOEIC ดูอีกครั้ง
» เมื่อรู้ผลคะแนนการสอบครั้งที่ 2 แล้ว คุณจะสามารถประเมินความก้าวหน้าในการฝึกของคุณได้
ถ้าคะแนนยังไม่เป็นที่น่าพอใจ คุณอาจจะต้องปรับปรุงวิธีการฝึกของคุณ
เช่นให้เวลากับการฟังมากขึ้น อ่านมากขึ้น หรือทบทวนไวยากรณ์มากขึ้น
แล้วแต่ว่าคุณขาดอะไร (ที่สำคัญอย่าลืมฝึกเขียนให้มั่นใจด้วย)
» เมื่อมั่นใจดีแล้ว ให้คุณสอบ TOEIC อีกเป็นครั้งที่
3 ครั้งนี้น่าจะสรุปได้ว่า คุณพร้อมจะไปสอบ TOEFL แล้วหรือยัง
ถ้ายัง คุณอาจจะต้องการที่ปรึกษาที่ชำนาญเรื่องนี้โดยเฉพาะ
เราพร้อมให้คำปรึกษาแก่คุณเสมอ |
|
SEND THIS PAGE!
I-Love-English.com
High Quality Learning for Thai Professionals.
|