|
I-L-E AT Home คืออะไร?
English AT Home คือเครื่องมือสำหรับฝึกใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งประกอบด้วย
คู่มือ และเทป (หรือ CD) สำหรับการฝึก ฟัง - พูด - อ่าน - เขียน และรหัสสำหรับ Download บทเรียนบางส่วนบน
INTERNET
วิธีการฝึกเป็นอย่างไร?
ฝึกด้วยการลงมือปฎิบัติแบบเดียวกับที่ผู้ออกแบบหลักสูตรฝึกมา นั่นคือผู้ออกแบบหลักสูตรฝึกฝนภาษาอังกฤษมาด้วยวิธีไหน
ก็ถ่ายทอดไปยังผู้เรียนด้วยวิธีการนั้น ซึ่งหลักๆ แล้วก็เป็นการลงมือปฎิบัติ
การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการฝึก และการประเมินผลตัวเอง ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นจนจบ
ชี้แจงวิธีการฝึกให้ละเอียดได้ไหม?
ได้เลยเราฝึกกันแบบตรงไปตรงมา นั่นคือ ฝึกฟังด้วยการลงมือฟัง ฝึกอ่านด้วยการลงมืออ่าน
ฝึกเขียนด้วยการลงมือเขียน และฝึกพูดด้วยการลงมือพูด ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องยาก
เพราะยังไม่มีใครกล้าทำมาก่อน แต่เมื่อผู้เรียนได้ลงมือสัมผัสกับภาษาอังกฤษอย่างจริงๆ
จังๆ แล้ว มันกลับไม่ยากอย่างที่คิด ทุกคนสนุกที่สามารถรู้สึกถึงความก้าวหน้าของตัวเองได้แบบชั่วโมงต่อชั่วโมง
สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับผู้เรียนภาษาอังกฤษในปัจจุบันนี้ที่แก้ไม่ตกคือ
อยากฝึกฟัง แต่ไม่รู้จะเริ่มฟังอะไรก่อน อยากฝึกอ่าน แต่ไม่รู้จะเริ่มอ่าน
อะไรก่อน อยากฝึกเขียน อันนี้ยิ่งยากไปใหญ่ เพราะการเขียนเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการฝึกที่ยากที่สุด
อยากฝึกพูด แต่ไม่รู้จะพูดอะไร กับใคร ยังไง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า "ฝรั่ง"
ทุกวันนี้เขาใช้ประโยคแบบไหนคุยกัน ดังนั้นปล่อยให้เราเป็นผู้แก้ปัญหานี้แทนคุณ
เรารู้ว่าคุณต้องเริ่มตรงไหน คุณถึงจะสามารถไปถึงเป้าหมายได้
อ่อนไวยากรณ์อยู่จะทำอย่างไร จะฝึกได้หรือ?
คุณเชื่อหรือไม่ว่า คนไทยที่กำลังเรียนอยู่ หรือที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนในบ้านเราแล้วนั้น
ร้อยละ 99.99% มีความรู้ไวยากรณ์อยู่ในขั้นที่สามารถใช้งานได้แล้วทั้งสิ้น
หลายคนอาจจะสงสัย เพราะไม่รู้สึกว่าตัวเองใช้ภาษาอังกฤษได้ และไม่เห็นมีใครคิดแบบนี้
กลับมาที่ภาษาไทยก่อน คุณทราบหรือเปล่าว่าเราเรียนไวยากรณ์ภาษาไทยเมื่อไหร่?
เราเริ่มเรียนไวยากรณ์ภาษาไทยเมื่อเราเข้าเรียนหนังสือชั้นประถมแล้วใช่หรือไม่
แล้วตอนที่เราเรียนไวยากรณ์ภาษาไทยนั้น ภาษาไทยของเราอยู่ในขั้นใช้การได้แล้ว
เราฟังออก เราพูดได้ อ่านได้ และเขียนได้แล้ว
ทีนี้มองกลับไปที่ภาษาอังกฤษ เด็กฝรั่งเริ่มเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเมื่อเรียนชั้นประถมแล้วเหมือนกัน
ขณะนั้นเด็กเหล่านั้นมีทักษะภาษาอังกฤษ สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ อ่านได้
และเขียนได้แล้วเช่นกัน ดังนั้น ถ้าเราต้องการเรียนไวยากรณ์ให้รู้เรื่องดี
เราต้องฝึกอ่านให้ได้ ฝึกฟังให้ออก ฝึกพูดให้ได้ แล้วฝึกเขียนให้ได้ก่อน
เมื่อเราทำ 4 อย่างนี้ได้แล้ว การเรียนไวยากรณ์จะกลายเป็นของง่ายทันที
แล้วจะได้เรียนไวยากรณ์ตอนไหน?
ตำราไวยากรณ์ในบ้านเรามีขายมากมาย มีทั้งของคนไทยแต่ง มีทั้งที่แปลเป็นไทย
และที่นำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าคุณฝึกจนจบหลักสูตรของเราแล้ว คุณจะสามารถนั่งอ่านตำราเหล่านั้นได้อย่างสบายใจ
เข้าใจ และรู้ถึงความจำเป็นในการใช้ไวยากรณ์ได้เป็นอย่างดี คุณสามารถอ่านตำราไวยากรณ์ค่ายไหนๆ
ได้รู้เรื่องเป็นอย่างดี หรือแทบไม่จำเป็นต้องอ่านเลยก็ยังได้
วิธีการเรียนทำไมไม่เหมือนที่อื่น?
แน่นอน วิธีการของเราได้รับการออกแบบมาเฉพาะ เพื่อแก้ไขปัญหาแบบตรงไปตรงมา
และเพื่อต่อยอดการเรียนภาษาอังกฤษที่มีอยู่ในปัจจุบัน วิธีการที่โรงเรียนต่างๆ
มหาวิทยาลัยต่างๆ และสถาบันการเรียน การสอนภาษาอังกฤษทั่วไป ที่ดำเนินการเรียนการสอนอยู่ในปัจจุบันนี้นั้น
เป็นวิธีการที่ไม่ได้มุ่งให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ แม้ว่าจุดมุ่งหมายการเรียนการสอนที่เขียนไว้บนตำราจะบอกว่า
"เป็นการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการใช้งาน" ก็ตาม ถ้าวิธีการเหล่านั้นมุ่งไปที่การทำให้ผู้เรียนใช้ภาษาอังกฤษได้คล่อง
นักเรียนนักศึกษาที่เรียนจบมา หรือผู้ที่ขวนขวายเรียนภาษาอังกฤษอยู่ทุกวันนี้
ควรจะใช้ภาษาอังกฤษกันได้แล้ว
ที่บอกว่าที่อื่นไม่เน้นที่การใช้งานนั้นเป็นอย่างไร?
การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนกวดวิชาอื่นๆ
โดยส่วนใหญ่แล้ว เป็นการให้ความรู้ภาษาอังกฤษแก่ผู้เรียน เป็นการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้
และความเข้าใจในภาษาอังกฤษ ให้ผู้เรียนสามารถทำข้อสอบได้ ผ่านเกฌฑ์ของสถาบันเท่านั้น
ซึ่งนักเรียนทุกคนก็บรรลุเป้าหมาย นั่นก็คือคนที่เรียนจบมามีความรู้
และสอบผ่านทุกคน แต่การใช้ ภาษาอังกฤษให้ได้นั้นเราต้องไปให้ไกลกว่าการมีแค่ความรู้
และความเข้าใจเท่านั้น นั่นคือเราต้องนำเอาความรู้ และความเข้าใจที่มีอยู่ไปฝึกฝนต่อ
นำไปปฏิบัติต่อ จนเกิดความชำนาญนั่นเอง ดังรูป
*** ทุกครั้งที่มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษกระบวนการจะไปหยุดกันที่ความรู้
และความเข้าใจแทบทั้งหมด เราต้องเร่งทลายกำแพงความเข้าใจทิ้งไปด้วยการกระโดดข้ามไปสู่การ
"ฝึกฝนใช้งานจนเกิดความชำนาญ" ให้ได้*** บางครั้งหลายคนยิ่งเรียนมามากเท่าใหร่
กำแพงความเข้าใจยิ่งหนาขึ้น สูงขึ้น กว่าจะกระโดดข้ามได้ ต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนที่เรียนมาน้อยกว่าก็มี
เช่นมีนักศึกษาเอกภาษาอังกฤษบางคนที่เรียนจบมาแล้ว ยังไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้
เมื่อจะใช้ขึ้นมาก็ติดขัดกับกฏเกณฑ์ทางไวยากรณ์ ยึดติดอยู่กับหลักการมากมายที่ตัวเองได้เรียนมา
สิ่งนี้บางครั้งก็ทำให้เกิดปัญหาที่แก้ยาก วิธีแก้มีอยู่ทางเดียวก็คือให้บุคคลนั้นรีบเร่งเข้าสู่กระบวนการฝึกใช้ให้เร็วที่สุด
ใช้เวลานานแค่ไหน?
แล้วแต่เป้าหมาย และพื้นฐานของผู้เรียน เช่นถ้าคุณมีทักษะภาษาอังกฤษที่
TOEIC 350 คะแนน และต้องการคะแนนที่ 550 เวลาโดยเฉลี่ยที่ทำไว้คือ
240 ชั่วโมงสำหรับคนที่จบปริญญาตรีโดยทั่วไป สำหรับผู้ที่พื้นฐานดีมาก่อนแล้ว
สามารถใช้เวลาน้อยกว่า 240 ชั่วโมงได้ และสำหรับผู้ที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษมาเลยตลอดชีวิตอาจใช้เวลามากขึ้นบ้าง
ซึ่งก็แล้วแต่ความสนใจ และความตั้งใจจริงของผู้เรียน และถ้าคุณต้องการคะแนนมากขึ้น
เช่น อาจจะอยากเพิ่มคะแนนที่ 350 ไปเป็น 650 หรือ 700 ก็ต้องใช้เวลามากขึ้นกับการฝึกเป็นสัดส่วนกันไป
ที่สำคัญ เมื่อคุณผ่าน 240 ชั่วโมงแรกนี้แล้ว คุณจะมีความมั่นใจ ในการใช้ภาษาอังกฤษของคุณเอง
กล้าที่จะหยิบหนังสือมาอ่าน กล้าที่ จะฟังวิทยุ และโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษ
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กล้า ที่จะสื่อสารกับชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ
และสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตัวเองได้มากขึ้นไปอีกอย่างสบายใจ
240
ชั่วโมงหมายถึงเวลากี่วัน?
กี่วันก็ได้ คุณเป็นคนกำหนดเองว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ 240 ชั่วโมง
เป็นชั่วโมงจริงของการฝึก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีเวลา และสมาธิอยู่
กับภาษาอังกฤษได้ทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมง คุณจะใช้เวลาแค่ 30 วัน ถ้า
คุณฝึกวันละ 4 ชั่วโมง คุณใช้ 60 วัน หรือถ้าคุณใช้เวลาวันธรรมดาวันละ
2 ชั่วโมง และเพิ่มวันเสาร์อาทิตย์เป็นวันละ 4 ชั่วโมง คุณจะใช้เวลาแค่
3 เดือน และถ้าคุณให้เวลาวันละ 2 ชั่วโมงตลอด คุณจะประสบความสำเร็จที่
4 เดือน เป็นต้น
ไปนั่งเรียนที่นั่น
กับเอามาฝึกที่บ้าน อย่างไหนดีกว่ากัน?
แล้วแต่ เพราะแต่ละคนก็มีความชอบที่ไม่เหมือนกัน บางคนก็ชอบที่จะนั่งฝึกอยู่คนเดียวที่บ้าน
บางคนก็ชอบนั่งในห้องเรียนที่จัดให้ บางคนชอบคุยกับเพื่อนในห้องเรียน
บางคนรำคาญเพื่อนชอบคุย อะไรแบบนี้เป็นต้น อย่างไรก็ดี ทั้งสองวิธีนั้นไม่มีผลแตกต่างกัน
ขอเพียงคุณ "ลงมือปฏิบัติ" ตามคู่มือทุกขั้นตอนจนครบ 240 ชั่วโมง ไม่ว่าจะนั่งฝึกที่ไหนก็ได้ผลเท่ากัน
แน่นอน
| รายละเอียดหลักสูตรพัฒนาภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง
I-L-E AT Home |
รายละเอียด:
เป็นหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้เรียนคนไทย ที่ไม่สามารถมานั่งเรียนกับเราได้
หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ:
- ครูสอนภาษาอังกฤษที่ไม่มีโอกาสได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ
- นักเรียนที่ต้องการพัฒนาทักษะเพื่อพิชิต ENTRANCE รุ่นใหม่
- นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ต้องการจบออกมาพร้อมกับข้อได้เปรียบทางด้านภาษา
- ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะเพื่อสอบ TOEIC TOEFL IELTS และข้อสอบที่คล้ายกันนี้
เช่น DTEC TUGET CUTEP เป็นต้น
- บุคคลทั่วไปที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการทำงาน
และใช้ในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่ผู้เรียนต้องเตรียม:
1) เวลาสำหรับการฝึกอย่างน้อย 240 ชั่วโมง (วันละกี่ชั่วโมงก็ได้ไม่จำกัด)
2) เครื่องเล่นเทป (หรือ CD) พร้อมหูฟัง 1 เครื่อง
3) Dictionary 1 เล่ม หรือ Talking Dic หรือ Software Dic บนคอมพิวเตอร์
- ค่าลงทะเบียน 3,850 บาท ตลอดหลักสูตร
- สมัครเรียนด้วยตัวเอง และทางโทรศัพท์ 10.00 - 20.00 น. ทุกวัน
หรือสมัครทางไปรษณีย์ และทาง Internet ได้ทุกวัน ตลอดเวลา เมื่อท่านพร้อม
คลิ๊กที่นี่เพื่อสมัคร
I-L-E AT Home
SEND THIS PAGE!
I-Love-English.com
High Quality Learning for Thai Professionals. |